3 จังหวะเล็ก ๆ ที่ทำให้เสียทั้งยอดขายและเงินจมในสต็อก
ปัญหาคลังไม่ได้เริ่มตอนนับของ แต่เริ่มตั้งแต่วินาทีที่ฝ่ายขายรับปากลูกค้าด้วยข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง
ฝ่ายขายรับปากส่ง แต่ของจริงไม่พอ
จำนวนในไฟล์ไม่ตรงกับของในคลัง จึงรู้ปัญหาเมื่อใกล้วันส่งมอบแล้ว
ของใกล้หมด แต่ไม่มีใครเริ่มซื้อ
ทีมรอให้คนเห็นและแจ้งกันเอง ทำให้ RFQ และ PO เริ่มช้ากว่า Lead Time ของผู้ขาย
ของมีอยู่ แต่หาไม่เจอหรือหยิบผิด
ไม่มีตำแหน่ง ล็อต หรือเส้นทางการหยิบที่ชัด ทำให้เสียเวลาค้นและเกิดการส่งผิด
ดู Workflow เชื่อมกัน
เมื่อยืนยัน Sales Order แล้ว ระบบตรวจของพร้อมส่ง สร้างความต้องการเติมสินค้า และส่งต่อให้จัดซื้อได้ใน Workflow เดียว
Sales Order → Availability → Replenishment → RFQ / PO → Receipt → Delivery

เติมสินค้าให้ทัน ก่อนชั้นวางจะว่าง
Odoo Replenishment อ่านความต้องการจากยอดขาย สต็อกขั้นต่ำ และ Lead Time เพื่อแนะนำหรือสร้างคำขอซื้อในเวลาที่ควรเริ่ม
ทีมจึงเห็นว่าจะต้องซื้ออะไร จำนวนเท่าไร และควรสั่งจากผู้ขายรายไหน ลดทั้งของขาดและเงินจมจากการสั่งเผื่อเกินจริง

จัดซื้อที่เห็นต้นทุนจริง
รวมผู้ขาย ราคา เงื่อนไข และประวัติการซื้อไว้ในที่เดียว เปรียบเทียบ RFQ ก่อนยืนยัน PO และติดตามกำหนดรับของได้โดยไม่ต้องไล่ถามหลายช่องทาง
คลังที่เดินงานตามจังหวะจริง ไม่ใช่ตามความจำ
รู้ว่าสินค้าชิ้นนี้มาจากไหน และไปอยู่กับใคร
ติดตาม Lot / Serial Number ตั้งแต่รับเข้า โอนย้าย ผลิต แพ็ก จนถึงส่งมอบ ให้ค้นย้อนหลังได้จากเอกสารเดียว
เมื่อมีของเสีย การคืน หรือการ Recall ทีมรู้ทันทีว่าสินค้าเกี่ยวข้องกับผู้ขาย ลูกค้า หรือออเดอร์ใด จัดการเฉพาะจุดโดยไม่กระทบทั้งระบบ

เริ่มให้พอดีกับธุรกิจ แล้วค่อยต่อยอด
ไม่จำเป็นต้องเปิดทุกโมดูลพร้อมกัน แต่ควรวางโครงข้อมูลให้การเติบโตครั้งต่อไปไม่ต้องรื้อระบบ
STEP 01
สำรวจการไหลของงาน
ดูจุดที่ข้อมูลขาดช่วง ตั้งแต่ขาย คลัง จัดซื้อ จนถึงบัญชี
TEP 02
จัดข้อมูลหลักให้พร้อม
สินค้า หน่วยนับ ที่ตั้ง ผู้ขาย และกฎเติมสินค้า ใช้มาตรฐานเดียวกัน
STEP 03
เริ่มจาก Flow ที่คืนผลเร็ว
เลือกกระบวนการหลักที่ลดของขาด งานซ้ำ และเวลารอได้ก่อน
STEP 04
ขยายด้วยข้อมูลจริง
เพิ่ม Barcode, Routes, Lot / Serial และ Automation เมื่อทีมพร้อม